Affordable Access

การวิเคราะห์ชีวกลศาสตร์ของงานยกผู้ป่วยในโรงพยาบาล

Authors
Publisher
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Publication Date
Keywords
  • ชีวกลศาสตร์
  • ผู้ป่วย -- การดูแล
  • การทำงาน -- แง่สรีรวิทยา
  • ปวดหลัง
  • เออร์โกโนมิกส์

Abstract

ศึกษาปัญหาและยืนยันสาเหตุของการปวดหลังของพยาบาล โดยใช้แนวทางชีวกลศาสตร์เปรียบเทียบข้อดีข้อด้อย ในการยกเคลื่อนย้ายผู้ป่วยตามเงื่อนไขในการทดลอง เพื่อสร้างสมการทำนายค่าแรงกดอัดสูงสุด และทำนายน้ำหนักตัวผู้ป่วยสำหรับงานการยกผู้ป่วย ค่าแรงกดอัดบริเวณหลังส่วนล่าง (L5/S1 disc) คำนวณโดยใช้แนวทางชีวกลศาสตร์ภาวะพลวัตและสถิต เพื่อนำไปเปรียบเทียบผลการทดลอง กับเกณฑ์ความปลอดภัยในการรับแรงของกระดูกสันหลังส่วนล่าง ของ NIOSH (1981) ตัวแปรอิสระคือ วิธีการยก (การยกเข้าหาตัวและออกจากตัวผู้ยก) อุปกรณ์ช่วยยก (ผ้าขวางและชุดผู้ป่วย) และน้ำหนักตัวของผู้ป่วย (น้อยกว่า 45 กก., 45-55 กก. และมากกว่า 55 กก.) ผลการทดลองพบว่า ค่าแรงกดอัดสูงสุดโดยเฉลี่ยจากการทดลองทั้ง 3 กลุ่ม มีค่าสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของ NIOSH แสดงให้เห็นว่า งานการยกเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเป็นงานที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย และสามารถก่อให้เกิดอาการปวดและบาดเจ็บที่หลังได้อย่างแน่นอน สำหรับปัจจัยวิธีการยก อุปกรณ์ช่วยยกและน้ำหนักผู้ป่วยมีผลต่อค่าแรงกดอัดสูงสุด ที่เกิดขึ้นบริเวณหลังส่วนล่างอย่างมีนัยสำคัญที่ 95% โดยที่ปัจจัยน้ำหนักผู้ป่วยมีผลต่อค่าแรงกดอัดมากที่สุด ส่วนปัจจัยวิธีการยกมีผลต่อค่าแรงกดอัดสูงสุด มากกว่าปัจจัยอุปกรณ์ช่วยยกเพียงเล็กน้อย การยกผู้ป่วยออกจากตัวผู้ยกมีแนวโน้มจะเกิดค่าแรงกดอัดสูงสุด โดยเฉลี่ยมากกว่าการยกผู้ป่วยเข้าหาตัวผู้ยก การยกผู้ป่วยโดยใช้ผ้าขวางมีแนวโน้มจะเกิดค่าแรงกดอัดสูงสุด โดยเฉลี่ยมากกว่าการยกผู้ป่วยโดยใช้ชุดผู้ป่วย สมการทำนายค่าแรงกดอัดสูงสุดประกอบด้วย ตัวแปรน้ำหนักตัวผู้ป่วย น้ำหนักตัวผู้ยก และค่ากำลังสถิตของกล้ามเนื้อแขน การยกเข้าหาตัวโดยใช้ชุดผู้ป่วยให้ค่าทำนายน้ำหนักการยกที่ยอมรับได้สูงสุด จึงควรใช้รูปแบบการยกดังกล่าวสำหรับงานการยกผู้ป่วย การคำนวณแบบภาวะพลวัตและภาวะสถิต ให้ค่าแรงกดอัดสูงสุดที่หลังส่วนล่างที่ไม่แตกต่างกัน ซึ่งอาจเป็นได้ว่าความเร็วที่ใช้ในการยกผู้ป่วยไม่สูงมากนัก

There are no comments yet on this publication. Be the first to share your thoughts.

Statistics

Seen <100 times
0 Comments