Affordable Access

ผลของโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียน

Authors
Publisher
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Publication Date
Keywords
  • เด็ก -- โภชนาการ

Abstract

พฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนปัจจุบันนี้ก่อให้เกิดปัญหาโภชนาการที่ส่งผลต่อภาวะสุขภาพอย่างมาก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมโภชนาการโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กวัยเรียน อายุ 7-9 ปี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 60 คน 2 โรงเรียน จัดกลุ่มด้วยการจับสลากนักเรียน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จัดเข้าคู่กันตามเพศ อายุ และระดับชั้นเรียน จำนวน กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการโดยใช้เกมเป็นสื่อ กลุ่มควบคุมมีการดำเนินชีวิตตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการโดยใช้เกมเป็นสื่อ พัฒนาโปรแกรมจากแนวคิดทฤษฎีการพยาบาลของ Orem การนำระบบสนับสนุนทางการพยาบาลมาใช้ในการส่งเสริมโภชนาการเด็กเล็กของ Arndt and Omar-Horodynski (2004) การมีส่วนร่วมของครอบครัว การให้ความรู้ทางสุขภาพ โภชนศึกษาและทฤษฎีการเล่น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียน ซึ่งผู้วิจัยได้พัฒนาจากแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียน ของ กัลยา ศรีมหันต์ (2541) ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 ท่าน และหาค่าความเที่ยงด้วยการหาความสอดคล้องภายในตามวิธี Chronbach's alpha coefficient ได้ค่า .80 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าร้อยละส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พฤติกรรมการบริโภคอาหารถูกหลักโภชนาการของเด็กวัยเรียนหลังการได้รับโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการโดยใช้เกมเป็นสื่อดีกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. พฤติกรรมการบริโภคอาหารถูกหลักโภชนาการของเด็กวัยเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการโดยใช้เกมเป็นสื่อดีกว่าเด็กวัยเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลด้านโภชนาการจาก ครอบครัวตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

There are no comments yet on this publication. Be the first to share your thoughts.

Statistics

Seen <100 times
0 Comments